หน้าแรกน่านทัวร์ริ่งหน้าแรกเว็บไซต์น่านทัวริงเกี่ยวกับจังหวัดน่านโปรแกรมทัวร์จังหวัดน่านทริปที่ผ่านมาห้องภาพน่านทัวร์ริ่งบันทึกการเดินทางจังหวัดน่านเว็บบอร์ดชาวน่านทัวริ่งคลิปวิดีโอเกี่ยวกับทีมงานน่านทัวริ่งหน้าสมาชิกน่านทัวริ่ง
 

ถามหาความโหดบนเส้นทางน้ำตกภูฟ้า สู่...ยอดภูหวด

เรื่องโดย สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธ์
จากนิตยสาร แคมป์ปิ้งท่องเที่ยว เมื่อปีสามสิบต้นๆ

มันเป็นการเดินทางที่ยาวไหลอีกเส้นทางที่นานๆครั้งเราจะได้ไปกันสักครั้ง จังหวัดน่าน ในอดีตที่เคยคุกรุ่นด้วยสงครามบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ห้วยโกร่น ทุ่งช้าง บ่อเกลือฯ ชื่อเหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นชื่อที่น่าประทับใจอะไรตรงไหนเลย มันคือแผ่นดินสงครามระหว่างลัทธิการเมืองกันทั้งนั้น ผู้คนล้มหายตายจากไปเท่าไหร่ งบประมาณหลวงสูญเสียไปอย่างมหาศาล อีกทั้งยังต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติที่ตกเป็นเครื่องมือภายใต้เงื่อนไขของสงคราม

ครั้งแรกที่เรานึกถึงขุนเขาป่าใหญ่ของ จังหวัดน่าน ว่ามันคงมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่มาก กางแผนที่ดูเห้นแต่เทือกขุนเขาสูงใหญ่ตลอดแนว ครั้นพอไปเห็นมากับตาตัวเอง มันกลับเป็นสภาพไปเป็นดอยหัวโล้นไปหมดลูกอีช่างอีช่างถางทั้งหลายมันทำลายป่าได้เก่งจริงๆ รัฐบาลน่าจะมอบรางวัลเป็นบุคคลดีเด่นอะไรให้สักอย่างหนึ่งนะ เหมือนที่เขาแจกกันให้เกลื่อนอยู่ขณะนี้

การเดินทางของเรามีเป้าหมายการนัดพบเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาที่อำเภอปัว ตอนช่วงบ่ายๆเรากับเพื่อนจึงไม่รีบเร่งเท่าใด กว่าจะออกจากตัวเมืองน่านก็สายพอสมควร ต่อรถประจำทางไปลงที่อำเภอปัว ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี ไปนั่งกินข้าวก็นั่งจีบแม่ค้าหน้าตาหวานๆปานส้มเมืองน่านเป็นการฆ่าเวลาไปในตัว จนถึงบ่ายจึงเห็นรถของอุทยานฯควบปุเลงๆ เข้ามายังตัวตลาดดังที่เป็นที่นัดหมายไว้

"มากันแค่นี้หรือครับ นึกว่าจะมากันหลายคน ตกลงว่าเย็นนี้ไปนอนพักที่ทำการอุทยานฯกั่นก่อน คิดว่าคงเจอหัวหน้าจะได้คุยรายละเอียดเกี่ยวกับการสำรวจน้ำตกภูฟ้า"

ตกลงว่าบ่ายวันนั้นเราจึงต้องเราจึงต้องเดินทางไปยังที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางหมายเลข 1256 ซึ่งมีลักษณะทางคดเคี้ยวสูงชันเลียบแนวหุบผาน่าหวาดเสียว สภาพป่าดอยทั้งสองข้างถูกถากถางเสียโล่งเตียนจนแทบไม่เหลือต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านชาวเขาแถบนี้คงไม่รู้จัก “นโยบายป่าไม้แห่งชาติ” เสียละมั้งถึงได้ทำลายป่าจนแทบไม่เหลืออะไรเลย เจ้าหน้าที่อุทยานฯบอกเราว่า แถบนี้ป่าแทบไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว มีชาวเขาชาวดอยกันเยอะ ถ้าจะดูป่าที่สมบูรณ์กันจริงๆต้องทางอำเภอแม่จริม ที่เราจะไปสำรวจน้ำตกภูฟ้ากันนั่นแหละ ระหว่างทางตรง กม.15 ก็มีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ริมทาง เดิมเคยเป็นที่ทำการอุทยานฯ ดอยภูคา มาก่อน ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่ กม.24 ตรงที่เราไปพักกันเย็นนี้ เมื่อลงดอยชันผ่าน กม.24 มาเล็กน้อยจะมีทางแยกซ้ายเข้าไปยังที่ทำการอุทยานฯแบบชั่วคราว แบบหลังคามุงจาก ฝาขัดแตะ พื้นปูด้วยฟากไม้ไผ่ เสาจากไม้จริง เราเห็นว่าทุกอย่างในระบบยังไม่เข้ารูปเข้ารอยดีนัก บริเวณที่ทำการจะเป็นทำเลชมวิวได้เหมาะช่วงยามเย็นพระอาทิตย์ตก สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้กว้างขวาง ทว่าในยามค่ำคืนบรรยากาศมันช่างหนาวเหน็บเสียยิ่งกระไร เราต้องมุดถุงนอนปิดคลุมอย่างมิดชิดตื่นมาตอนเช้าก็ไม่อยากจะล้างหน้าเอาเสียเลย เพราะน้ำเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งเสียอีก ส่วนเรื่องการอาบน้ำ ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แม้กระทั่งเจ้นิที่ไปด้วยกันสั่นหัวดิกเชียวล่ะ จากการที่ได้พูดคุยกับ หัวหน้า โชติ ชิ้นเจริญ หัวหน้าอุทยานฯ ดอยภูคาแห่งนี้ ได้กล่าวถึงสภาพป่าที่สมบูรณ์ของอุทยานฯ ดอยภูคา ว่า คงมีผืนป่าหลงเหลือสภาพที่สมบูรณ์นั้นก็เป็นแถบทางด้านอำเภอแม่จริม แหล่งต้นน้ำสำคัญหลายสาย สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบทึบ มีสัตว์ป่ามากมาย ทางด้านทัศนียภาพแห่งขุนเขาที่ยังซ่อนเร้นอยู่กลางป่านั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ยอดภูสูงที่มีทิวทัศน์สวยงาม อันเป็นคุณค่าธรรมชาติที่สามารถพบเห็นได้จากป่าผืนนี้ สำหรับโปรแกรมการเดินทางในวันนี้ทางหัวหน้าโชติได้จัดคนนำทางให้จำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปสำรวจ น้ำตกภูฟ้า ผาวิหค และยอดภูหวด ซึ่งล้วนอยู่ในธรรมชาติที่สื่อถึงความงดงามในรูปแบบธรรมชาติอันบริสุทธิ์ทีเดียว ในการสำรวจเส้นทางน้ำตกภูฟ้าครั้งนี้ ใช่ว่าเราจะเป็นผู้บุกเบิกรายแรก ทว่ามีเพื่อนเรา 2 กลุ่ม ได้ผ่านเส้นทางสายนี้มาแล้ว ยังได้กล่าวย้ำถึงความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความโหด ความซาดิสม์ของขุนเขาให้เราฟังก่อนที่เราจะมาสำรวจกันในครั้งนี้

"ม่อนผีตายนั่นแหละ ตัวดีเลย ชันซะไม่มีดี มีแต่ขึ้นลูกเดียว ระหว่างทางไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งถึงลำน้ำว้าโน่นแหละ"

เรายังจำเสียงเตือนของเพื่อนได้ดีทีเดียว โดยการเติมน้ำให้เต็มที่ก่อนที่จะขึ้นดอยม่อนผีตายที่เราจะต้องข้ามไป และยังมีเพื่อนอีกชุดหนึ่งซึ่งผ่านล่วงหน้าเราไปไม่กี่เดือน อุตส่าห์ผ่านยอดดอยม่อนผีตายไปถึงลำน้ำว้า แค่พักคืนหนึ่งแล้วเดินกลับ หาได้ไปเที่ยวชม น้ำตกภูฟ้าไม่ เนื่องจากเขามีเวลาไม่เพียงพอ จึงเอาแค่เดินข้ามดอยเล่นๆแค่นั้นเองสำหรับคิวของเราที่ต้องพึงตระหนักกับเส้นทางสายนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลที่ได้มาทำให้เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้มากทีเดียว ยิ่งเจ้าหน้าที่นำทางได้ย้ำเตือนถึงความโหด ความดิบของเส้นทางสู่ น้ำตกภูฟ้า นั้นว่า

"ผมแทบไม่อยากจะไปเลย ขึ้นลงดอยไม่รู้กี่ตลบ แต่เห็นน้ำตกแล้วรับรองว่าสวยครับ"

อยากไปหรือไม่อยากไปนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่หนนี้ต้องไปกับเรา และต้องไปให้ถึงด้วย หลังจากที่เสร็จกิจธุระในตอนเช้า เตรียมข้าวของพร้อมกับเจ้าหน้าที่นำทาง 4 คน และจะไปรับลุงนำทางอีกคนหนึ่งที่อยู่ทางหน่วยฯแม่จริม ใกล้กับทางขึ้นไป น้ำตกภูฟ้า สำหรับแผนการในการสำรวจครั้งนี้ได้กำหนดวันไว้ประมาณ 3-4 คืน เป็นอย่างมาก ถ้าจะมากกว่านี้ก็แสดงว่าเราหลงป่ากันนั่นเอง การเดินทางไป น้ำตกภูฟ้านั้น เราจะต้องนั่งรถไปลงที่ บ้านตอง อันเป็นจุดเริ่มต้นเดินเท้าที่ใกล้เป้าหมายมากที่สุด โดยที่เราต้องนั่งจากอุทยานฯมายังกิ่ง อ.สันติสุขแล้วมีเส้นทางหมายเลข 1125 ที่ตัดตรงไปยังอำเภอแม่จริม ผ่านบ้านตอง แต่รถได้เลยไปรับลุงนำทางอีกคน รวมคนนำทางทั้งหมด 5 คน

"เดี๋ยวกินข้าวเที่ยงแถวเชิงดอยก่อนขึ้นดอนม่อนผีตาย แล้วเติมน้ำให้เต็มกระติกก่อนขึ้นดอย"


บุญเธียร ดวงแก้ว หนุ่มป่าไม้ชี้แจงให้ฟังหลังจากที่มารับ ลุงแก่น ตาสุขะ ที่หน่วยฯแม่จริมเพื่อเสริมชุดนำทาง พร้อมกับเริ่มเดินเท้ากันที่บ้านตองเวลา 12.00 น พอดีทำให้เรารู้ฤทธิ์ของความร้อนแรงของแดดในยามนี้ เดินผ่านเข้าป่าดงแมกไม้ก็รู้สึกร่มรื่นสักหน่อยจนเกือบบ่ายมาหยุดกินข้าวเที่ยงที่ริมห้วยสุดท้ายก่อนขึ้นดอย จึงเติมน้ำกันเต็มที่แล้วจึงเดินต่อไปโดยเรารู้สึกว่าความสูงชันได้บังเกิดขึ้นแล้ว ทว่าไม่ชันมากนัก มีแต่ขึ้นลูกเดียวตามเส้นทางไต่ระดับความสูงเพื่อยอดดอยม่อนผีตาย ระหว่างทางเป็นป่าโปร่งแห้งแล้งดูร้อนเร่าดีนักเหงื่อนี่แตกพลั่กๆ เสียงหอบฮักๆ ยังกะหมาบ้า ฝ่ายเจ้นิทำท่าจะไปไม่รอดเอาเสียแล้ว

"ถ้ามีใครกลับไปที่หมู่บ้าน จะขอกลับด้วยคนล่ะ ไปรออยู่ที่หน่วยซะดีกว่า"

เสียงบ่นจากอารมณ์เหนื่อยสุดขีดของคนเรา แต่เมื่อผ่านการพักเหนื่อยดีแล้วเจ้ก็ยังเดินหน้าไม่ถอยกลับเช่นกัน เสียงธรรมชาติป่าเขาค่อยๆปลุกเร้าอารมณ์ให้เพลิดเพลินบางอารมณ์ เสียงชึกกะชักระหว่างเหล็กกับไม้ดังอยู่สองข้างทาง เสียงโหวกเหวกทักทายแบบมิตรสหายของคนในเส้นทางเดียวกัน แต่มีเป้าหมายไปคนละแบบ มีความคิดไปคนละทาง เราดูว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตเพื่อปากท้องก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย จึงมุ่งก้มหน้าเดินต่อไป เหนื่อยเมื่อไหร่ก็หยุดพักตามช่วงจังหวะ ดอยม่อนผีตายมันอาจต้องเปลี่ยนชื่อใหม่กันคราวนี้แน่ "ม่อนกูตาย" เพราะสภาพเส้นทางขึ้นดอยนั้นสูงชันตลอดไม่มีช่วงลาดลงแม้แต่น้อยเลยมีแต่ขึ้นลูกเดียว กว่าจะขึ้นถึงสันภูก็ปาไปเป็น 4 โมงเย็นแล้วพอนับได้ว่าเราไต่ความชันได้ประมาณ 10 ครั้งเห็นจะได้ สุดที่จะแค้นใจยิ่งนักนับตั้งแต่เดินขึ้นมา ยังไม่ได้สัมผัสทางราบหรือทางลาดลงแม้แต่น้อยเลย

"โน่น..ตรงโน้นแหละลำน้ำว้าที่เราจะไปพักกันคืนนี้ เราต้องเดินลงทางชันแค่แป๊บเดียวเองครับ"


บุญเธียร, ชี้ให้เราดูลำน้ำว้าที่ไหลทอดโค้งอยู่ในหุบด้านล่าง อีกฟากหนึ่งเป็นดอยสูงในระดับเดียวกับดอยม่อนผีตายที่เราได้เดินขึ้นมาถึงสันดอยด้านบน รารู้สึกโล่งใจเอามากๆที่ได้บากบั่นความยากลำบากแสนเข็ญจนมาถึงยอดบนสุดของดอยม่อนผีตาย ที่มีร่มเงาของหมู่ไม้ก่อจำนวนมาก

"ด้านหัวดอยด้านโน้นเคยเป็นสนามบินเก่าของทหารเอา ฮ. มาลงในสมัยกวาดล้างคอมมิวนิสต์ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีหญิงม้งท้องแก่มาคลอดลูกบนสันดอยตรงนี้เอง"

ลุงแก่น ตาสุขะ เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินตรงนี้ เราก็ได้เห็นสันดอยแคบๆโล่งเตียน คือสนาม ฮ.เก่าซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถมองเห็นลำน้ำว้าในหุบเขาด้านล่างได้อย่างชัดเจน แนวป่าสีเขียวทึบ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าความเร้นลับแห่งป่านี้ยังมีอะไรอยู่มากมาย เพียงเราจะต้องสืบค้นดู เพียงแค่นั้นเอง ถัดไปอีกลิบลับ ซึ่งแลเห็นเป็นแนวเทือกดอยสลับซับซ้อนทางลุงแก่นบอกว่าเดินไปอีกไม่ไกลก็จะเป็นชายแดนลาว มีแนวเทือกเขาเป็นแนวแบ่งเขต พอรู้จากคนนำทางว่าถ้าจะเดินไปก็ไม่ยาก เมื่อถึง น้ำตกภูฟ้าแล้วก็ไม่อีกไม่ไกล แต่นั่นแหละ เราจะไปทำไมกัน กับแค่เดินข้ามม่อนผีตายก็จะตายอยู่แล้ว
เมื่อพักผ่อนให้หายเหนื่อยหายเมื่อยขากันแล้ว พวกเราจึงเดินลงหุบ น้ำว้ากันอย่างรวดเร็ว ที่ว่าอย่างรวดเร็วนี้เนื่องจากลักษณะทางลาดชันดิ่งลงไปนั้น เราต้องพยุงตัววิ่งเสียมากกว่า ถ้ามัวแต่ค่อยๆย่อง ค่อยๆเดินจะรู้สึกเจ็บปวดขากว่าที่วิ่งลงตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา บางครั้งเราก็ต้องหยุดพักขากันบ้าง ปลายเท้าที่ซุกในรองเท้าผ้าใบเริ่มปวดระบม เนื่องจากตำแหน่งของปลายเท้าจะเป็นตัวรับน้ำหนักทั้งหมดหน้าขาก็เริ่มร้าวระบมมากกว่าเก่า ถ้าถึงที่พักคงต้องให้ยากันหลายขนานเชียวแหละ ประมาณเกือบชั่วโมงที่เราใช้เวลาจากสันดอยลงถึง ลำน้ำว้า ซึ่งมีลักษณะเป็นลำน้ำกว้าง ใสสะอาดบางช่วงก็ดูลึก บางช่วงก็ตื้นจนมองเห็นพื้นล่างที่เป็นหิน เป็นกรวด ตรงบริเวณหาดทรายทางตอนล่างมาเล็กน้อยจะมีร่องรอยแค้มป์พักของคนแรมทางทั่วไปที่ผ่านทางมาถึงที่แห่งนี้

"หาแพไม่ได้เลยครับ เราจะต้องข้าม น้ำว้าไปที่ริมลำน้ำหมาวไปหาที่พักทางด้านโน้นดีกว่า"

ทีแรกนึกว่าราจะตั้งแคมป์หันบริเวณหาดทรายริม น้ำว้า แต่เมื่อบอกว่าเป็นทางน้ำหมาวดีกว่าก้ไม่ว่ากัน จึงข้ามลำน้ำว้าทางด้านเหนือ แก่งปากสบห้วยน้ำหมาวเล็กน้อย ซึ่งเป้นบริเวณช่วงน้ำตื้นกว่าปกติ แต่สำหรับเจ้นิท่วมถึงเอวเลยพอดี เมื่อเราเห็นลำน้ำหมาว หรือห้วยหมาวหมอก(ชื่อเต็มๆว่าหมาวหมอก) ที่มีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างทึบเนื่องจากสภาพป่าสองข้างฝั่งขึ้นหนาแน่นรกทึบ อีกทั้งลำห้วยยังแคบกว่าลำน้ำว้าเสียอีก ชัยภูมิดูท่าจะด้อยกว่าลำน้ำว้าหลายช่วงตัวเลยทีเดียวล่ะ แต่อย่างไรเมื่อข้ามมาแล้วก็ต้องหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับการพักแรมที่ริมห้วยหมาวหมอก

ประมาณ 18.30 น. เราจึงได้ทำเลแบบง่ายๆริมลำห้วยที่มีบรรยากาศค่อนข้างทึบด้วยแมกไม้ทั้งสองฝั่ง และคืนนั้นเองเราก็ได้วางแผนการขึ้นไปสำรวจ น้ำตกภูฟ้าที่ต้องข้ามดอยไปอีกหนึ่งลูก โดยมีรายละเอียดว่าเราจะตั้งแคมป์ทิ้งไว้ที่นี่ โดยไปเพียงแค่ตัวเปล่า พร้อมเตรียมอาหารการกินไปแค่ 1 มื้อ เมื่อสำรวจน้ำตกซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในวันนั้นและจะกลับที่พัก ซึ่งที่ได้มีการวางแผนในลักษณะนี้เนื่องจากข้อมูลที่ทราบว่าเส้นทางไปน้ำตกนั้นโหดไม่น้อยไปกว่าการข้ามม่อนผีตายซะอีก อีกทั้งน้ำตกภูฟ้าที่มีถึง 12 ชั้น นั้นจะต้องปีนป่ายหน้าผาชันเกือบตลอดเส้นทาง ดังนั้นเจ้นิจึงขอตัวไม่ไปกับเราด้วย จะขออยู่เฝ้าแค้มป์กับลุงแก่นและชูชีพอีกคนหนึ่ง สำหรับชุดนำทางไปน้ำตกจะมีบุญเธียร ส่วย และหล้า ซึ่งสองคนหลังนี้เป็นหนุ่มลัวะที่มาเป็นลูกจ้างป่าไม้ของอุทยานฯรวมกับเราเป็น 4 คน

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่รองท้องด้วยเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ไม่อยากเอ่ยยี่ห้อ เพราะเขายังไม่ให้ค่าโฆษณากับเรา) ประมาณ 07.40 น. พวกเราทั้ง 4 คนจึงออกเดินทางพร้อมด้วยข้าว 1 หม้อสนาม พากันเดินเลาะลำห้วยหมาวหมอกทางฝั่งด้านซ้าย บุญเธียรได้พาเดินลัดเขาลูกน้อยๆแต่ก็พอเหนื่อยอยู่เหมือนกัน กระทั่งมาลงสู่ลำห้วยหมาวหมอกอีกครั้งต่อจากนั้นก็เป็นการดั้นดอยเหมือนอย่างดอยม่อนผีตาย ผ่านดอยสูงในช่วงแรก เรานึกว่ามันจะหมดเพียงแค่นี้ แต่ที่ไหนได้มันกลับให้ดั้นขึ้นไปอีกจนเหนื่อยแทบขาดใจ จำต้องรวบรวมพลังฮึดไปจนถึงสันดอยดูจากแผนที่ทางอากาศ พอ ทราบคร่าวๆว่าเป็นเทือกดอยเดียวกันกับดอยสามเหลี่ยมที่ทอดยาวมาจรดลำน้ำว้า และลำห้วยหมาวหมอกกระทั่งเมื่อถึงสันยอดดอยอันเป็นทางราบเดินไปได้ประมาณ 200-300 เมตร เราจะเห็นเทือกดอยอีกฟากหนึ่ง ซึ่งมีแนวเขาสลับซับซ้อนมากมาย

"โน่นไง..น้ำตกภูฟ้าที่เราไปสำรวจกัน น้ำตกที่เห็นตรงนั้นคงเป็นชั้นในช่วงกลางๆเราต้องลงจากดอยนี้ไปยังลำน้ำหมาว และขึ้นไปตามลำห้วยอีกสายหนึ่งที่ไหลมาบรรจบกับน้ำหมาว"

นับจากที่เรามาถึงสันดอยช่วงเวลา 09.00 น. เราคาดคะเนว่ายังไงวันนี้คงกลับที่พักได้ทันเวลาอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปถึงน้ำตกภูฟ้าชั้นบนสุดหรือไม่ จากจุดชมวิวด้านบนเทือกดอยเราเห็นแนวเขาเป็นหุบซับซ้อน มีบางแห่งมีร่องรอยทำไร่ของพวกม้ง นักทำลายป่าตัวยง และที่เห็น เป็นไร่เหล่านั้นรับรองได้ว่าครึ่งต่อครึ่งต้องเป็นไร่ฝิ่นอย่างแน่นอน เนื่องจากภูมิประเทศมันเอื้ออำนวย ท่ามกลางป่าดงทึบอย่างนี้จะมีเจ้าหน้าที่หน่วยไหนจะเข้ามาปราบปรามได้ จะมาทีก็ต้องขี่ ฮ. ลงกลางป่าทึบ ถ้าว่ากันตามสภาพเนื้อผ้าแล้ว เราคิดว่าคงไม่มีใครเข้ามาปราบฝิ่นอย่างนี้แน่ เพราะกระแสข่าวทางด้านความมั่นคงบอกว่า “ยังมีตัว” ฉะนั้นคงไม่มีใครกล้านำ ฮ. มาลงแน่ดูท่าทีว่าพวกม้งต่างเบิกบานตีปีกกันอย่างมีความสุข เพราะไม่มีใครไปกวนไร่ฝิ่นของมัน....ครับ ขอให้ม้งจงเจริญและร่ำรวยต่อไป ขาเราเริ่มเจ็บเมื่อลงดอยในตอนนี้ เพราะความสูงชันของมันไม่ต่างไปจากตอนช่วงลำน้ำว้าเลย กว่าจะเดินถึงลำห้วยหมาวหมอกก็กินเวลาเกือบชั่วโมง เดินเลาะลงไปทางตอนล่างอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็เห็นสบห้วยสายหนึ่งไหลบรรจบกับลำน้ำหมาวหมอก ดูจากแผนที่แล้วระบุว่ามันเป็นลำห้วยหมาวหมอกอีกสายหนึ่งที่ไหลมาทางด้านทิศเหนือ สำหรับน้ำตกห้วยภูฟ้านั้นเป็นลำห้วยที่ไหลมาบรรจบกับสายใหญ่ ตรงหากห้วยจะมีเกาะเล็กๆสำหรับพักแคมป์ได้ดี เราจึงยึดเป็นโต๊ะอาหารมื้อเช้าตอน 10.00 น. พอดี

"น้ำตกที่เห็นนี่เป็นน้ำตกภูฟ้าชั้นที่หนึ่ง และชั้นสอง สาม สี่ ก็อยู่ถัดขึ้นไปในชั้นกลุ่มเดียวกัน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ จะต้องเดินเลาะไปทางด้านขวาก็เห็นน้ำตกชั้นต่างๆได้ชัดเจน จนไปถึงชั้นบนสุด แต่ทางค่อนข้างลำบากสักหน่อยครับ"


บุญเธียร ได้ชี้แจงให้เราทราบหลังจากที่ฟาดข้าวในหม้อสนามจนหมดเกลี้ยง ชั้นน้ำตกที่เรามองเห็นจากจุดพักกินข้าวนั้นเป็นลำธารสีขาวไหลผ่านซอกชั้นหินลงมาประมาณ 3-4 ชั้น ชั้นแรกไหลงสู่แอ่งน้ำใสแลดูเป็นสีดำ เมื่อมองขึ้นไปยังน้ำตกจะเห็นเป็นชั้นที่หนึ่ง สอง สาม ไล่เป็นอันดับชั้น จนเห็นชั้นสี่ลอดผ่านแนวยอดไม้

เมื่อเลาะแนวหน้าผาชันด้านขวามือผ่านดงป่าค่อนข้างทึบ เนื่องจากเส้นทางนี้ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านกันเลย แทบไม่มีเอาซะเลยเนื่องจากเป็นน้ำตกแห่งใหม่ที่มีการสำรวจและมีนักท่องเที่ยวน้อยกลุ่มนักที่จะผ่านมายังเส้นทางสายนี้ เมื่อผ่านไปด้านบนเราก็มาพบน้ำตกลำดับที่ ห้า หก เจ็ด

ชั้นที่ห้ามีลักษณะเป็นธารสีขาวแยกเป็นสองสามสายไหลเอียงลาดลงสู่แอ่งน้ำใสด้านล่าง ก่อนที่จะผ่านลงไปยังชั้นล่างต่อไป ชั้นน้ำตกในกลุ่มนี้จะมีชั้นแรกที่สูงกว่าชั้นอื่น เรามองเห็นชั้นหกเยื้องอยู่ด้านซ้าย และชั้นเจ็ดอยู่ถัดไปทางด้านขวา ทั้งนี้ในกลุ่มน้ำตกกลุ่มนี้จะมีอยู่ในช่วงระดับความสูงไม่น้อยกว่าที่เราต้องปีนป่ายไปยังชั้นถัดไป ทั้งส่วยและหล้าก็ช่วยดันเราขึ้นไปสำเร็จ ถ้าเราพึ่งตัวเองเพียงอย่างเดียวคงไม่ผ่านอย่างแน่นอน เมื่อขึ้นถึงยอดชั้นเจ็ด เดินไปอีกเล็กน้อยก็เป็นน้ำตกชั้นที่แปด มีลักษณะเป็นน้ำตกชั้นเดียว ไหลลงแอ่งน้ำสีดำซึ่งล้อมรอบด้วยหุบเขาสูงชัน มีหน้าผาขนาบทั้งสองข้าง ถ้าจะผ่านขึ้นไปตรงๆ เห็นทีว่าคงต้องหมดสิทธิ์อย่างแน่เชียว ดีไม่ดีลื่นตกผามาเจ็บตัวเปล่าๆ

"เราต้องอ้อมหน้าผาขึ้นไปทางด้านขวามือ พอมีทางขึ้นไปยังชั้นบนได้"

บุญเธียรบอกเราให้เผชิญกับความโหดในขั้นแรก ซึ่งแกได้พยายามมุดหาเส้นทางซึ่งพอขึ้นไปได้ไม่ยากนักจนมาถึงชั้นที่เก้า เป็นน้ำตกสายเดียวไหลลงสู่แอ่งน้ำสีดำน่ากลัว ยิ่งมีหน้าผาสูงชันกว่าที่ผ่านมา เรามองเห็นแนวยอดไม้บนดอยที่โอบขนาบไว้ทั้งสองข้าง ส่วยกับหล้าพยายามหาทางปีนขึ้นไปยังชั้นบน แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะไปติดหน้าผาชันมาก เกินกว่าที่เราจะผ่านไปได้ ส่วนบุญเธียรได้แยกมาอีกทางหนึ่งที่เล็งว่าพอจะมีทางขึ้นไปยังด้านบน คราวนี้มันช่างลำบากกว่าที่ผ่านมา เราต้องเลี่ยงขึ้นป่าสูง เส้นทางเดินก็ใช่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเสียเมื่อไหร่ เราต้องไต่เกาะโหนไปตามหินและป่ารกทึบ กว่าจะมุดออกไปได้ก็เล่นเสียเหงื่อตกเชียวล่ะ

"ชั้นนี้ก็เป็นชั้นที่เก้ากับสิบ ยังไงต้องพักกันก่อนล่ะ"

ก็จริงที่ว่ามันเหนื่อยฉิบหาย แต่ยังดีหน่อยที่มาเห็นน้ำตกชั้นสวยๆ สภาพรอบข้างโปร่งอย่างชั้นสิบกับสิบเอ็ด ซึ่งชั้นนี้เป็นชั้นที่สิบไหลแอบชิดผาด้านซ้าย เป็นฟอร์มน้ำตกที่สวยงามไม่น้อยเมื่อมีสายธารชั้นที่สิบเอ็ดอยู่เยื้องเป็นทางขวา จึงดูเป็นลักษณะการลดหลั่นผ่านชั้นหินอย่างงดงาม สวยไม่สวยแค่ไหน หนุ่มลัวะคือเจ้าส่วยกับเจ้าหล้า ยังขอถ่ายรูปเป็นทีระลึก(ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้อัดให้เลย ใจเย็นๆนะ)

แม้ว่าน้ำตกแต่ละชั้นที่ผ่านมาไม่ได้สูงยิ่งใหญ่เท่าใดนัก แต่ลักษณะธรรมชาติของลำห้วยหมาวหมอกตอนนี้ ได้บังเกิดมีชั้นน้ำตกมากมาย ลดหลั่นผ่านโขดผาอย่างงดงามหลายรูปแบบ ถ้าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็คงทำได้ยาก เพราะอยู่ห่างไกลตัวเมืองมาก ท่ามกลางขุนเขาสูงใหญ่แบบนี้เหมาะสำหรับกลุ่มเดินป่ากลุ่มรักธรรมชาติเสียมากกว่า แต่ใช่ว่าจะเป็นหมูสามชั้นให้เราเคี้ยวกันได้ง่ายๆนั้นคงทำได้ยาก มันโหดเกินไปกว่าที่จะเข้าไปถึงจุดสุดยอดยังชั้นบนสุด ที่เราต้องปีนหน้าผาสูงทางด้านซ้าย ปีนป่ายบุกเบิกเส้นทางที่ไร้ร่องรอยเท้าไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ป่า หลายครั้งหลายคราที่เราต้องลื่นไถลลงมา ขึ้นไปได้หนึ่งก้าวต้องถอยลงมาสามก้าว จับกอหญ้าเหนี่ยวต้นไม้น้อยใหญ่แล้วเบี่ยงตัวเฉียดไปยังหน้าผาสูง มองไปด้านล่างแล้วเสียวสะดือ พลัดตกลงไป...ตายลูกเดียว ที่เราพูดอย่างนี้ใช่ว่าเราจะไขว่คว้าหาความโหดเพื่อพิชิตหนทางเส้นนี้หรอก เรายังนึกถามตัวเองอยู่ว่า “กูมาทำไม มันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายชัดๆนี่หว่า” ยังนึกอีกทีตอนขากลับเราจะลงมาตามเส้นทางเก่าได้หรือเปล่า เท่าที่ดูแล้วมีสิทธิ์ลงไปได้เหมือนกัน คือหล่นตกลงไปจากหน้าผาแบบไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใดเลย และต้องห่อผ้าพลาสติกหามกลับไปแน่ล่ะ ยิ่งในช่วงสุดท้ายที่เราคิดคงไม่ผ่านแน่นอน เนื่องจากเป็นแนวหน้าผาหินสูง เรามองหาที่เหนี่ยวก็ไม่เจอ หินก็ลื่น ทั้งเจ้าส่วย และเจ้าหล้าก็ต้องย้อนกลับดึงเราขึ้นไปได้สำเร็จ(เห็นทีต้องไชโยโห่ 3 ที เนื่องจากเอาชีวิตรอดขึ้นไปได้นะครับ) ครั้นเมื่อผ่านชั้นโหดไปแล้ว ก็เป็นสภาพที่เรารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะไม่มีบทเสียวอารมณ์ให้วุ่นวายใจอีกแล้ว เพียงลัดโค้งมาเล็กน้อยเราก็มองเห็นสายธารน้ำตกสีขาวไหลทาทาบแผ่นผาสูงลิ่วซึ่งเป็นชั้นของ น้ำตกภูฟ้าชั้นที่สิบสองอันเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้เพียงแค่นี้ ถ้าจะต่อขึ้นไปอีกคิดว่าเป็นไปไม่ได้แน่

"ชั้นบนนั่นแหละสวยที่สุด ข้างบนไม่มีแล้ว ถ้าจะขึ้นไปก็เจอไร่ฝิ่นของม้งอย่างแน่นอน"

เวลาบ่ายกว่าๆ ที่เราเดินบากบั่นมาถึงชั้นบนสุดของน้ำตกภูฟ้า ซึ่งเป็นแนวหน้าผาสูงใหญ่เป็นกำแพงขวางกั้น มีสายน้ำไหลผ่านเป็นสองสายมาจากยอดผาสูงสุดรอบข้างถูกโอบล้อมไว้ด้วยแนวหน้าผาสูงลิบลิ่วเช่นกัน จากมุมด้านหน้าห่างจากน้ำตกประมาณ 100 เมตร กว่าก็สามารถมองเห็นน้ำตกภูฟ้าชั้นที่สิบสองได้อย่างถนัดตา เมื่อเปรียบเทียบกับคนก็เห็นเพียงแค่กระจิ๊ดเดียว จนเราเข้าไปใกล้ด้านหน้าน้ำตกซึ่งต้องเลาะตามแนวโขดหินไปอย่างยากลำบากไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อถึงบริเวณด้านหน้าน้ำตกอันสูงใหญ่จนเรารู้สึกว่าตัวเราเตี้ยลงไปอย่างถนัด แนวปราการหินอันสูงใหญ่ตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องหน้า สายน้ำตกไหลซู่ซ่ากระทบหินอย่างไม่ขาดสาย

เราเลือกมุมถ่ายภาพ น้ำตกภูฟ้าทางด้านหน้าเพียงมุมเดียว ที่จริงแล้วอยากไปมองน้ำตกทางด้านข้างกันบ้าง แต่ดูสภาพแล้วเราว่าอาจมีสิทธิ์หัวคว่ำเป็นแน่เพราะต้องปีนป่ายหินผาที่ค่อนข้างลื่นอยู่ไม่น้อย เพียงแค่มุมด้านหน้าที่มีสายน้ำสีขาวไหลผ่านแผ่นหินสีดำ ตัดกันอย่างเด่นชัด มีพืชจำพวกเฟิร์นและตระไคร่น้ำเกาะตามแนวหน้าผาน้ำตกซึ่งพลิ้วสะบัดยามที่แรงลมพัดผ่าน ทางด้านหน้าน้ำตกมีขอนไม้หลายต้นล้มขวางพาดตามแนวโขดหิน ตอนที่ย้อนกลับเราต้องเล่นบทเสียวกับการขึ้นไปเดินไต่ราวบนขอนไม้ขนาดใหญ่ที่วางไว้หมิ่นเหม่ แถมยังลื่นด้วย หากพลาดตกไปก็มีทางเลือกว่าเราจะยอมตกลงบนโขดหินหรือกระโดดลงแอ่งน้ำสีดำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดวงเราเสียมากกว่า

ในที่สุดเราได้กลับมาตั้งหลักตรงบริเวณที่เป็นที่ราบมองเห็นน้ำตกได้แต่ไกลอีกครั้ง บุญเธีย รถามว่าจะย้อนกลับทางเก่าได้หรือไม่ เราคิดแล้วว่าถ้าต้องย้อนกลับทางเก่าก็หมายถึงว่าต้องแบกเรากลับไปอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเราทั้งหมดจึงตัดสินใจหาเส้นทางใหม่โดยการเดินตัดขึ้นเขาทางด้านขวามือโดยมีเป้าหมายการจับแนวสันเขาเพื่อเลี่ยงแนวหน้าผาริมหุบห้วยหมาวหมอก

"เราต้องเดินตัดขึ้นบนครับ ลงไปด้านล่างไม่ได้นะ เพราะต้องไปติดแนวหน้าผาลำห้วยแน่นอนเลย ขึ้นไปหาทางด้านบนดีกว่า"

เราสรุปเส้นทางกันเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ บุญเธียรได้พาเราบุกลุยดงป่าที่ไร้ร่องรอยที่เป็นเส้นทางเดินป่าแม้แต่น้อย ท่าทางของบุญเธียรดูค่อนข้างแปลกคล้ายว่าต้องการค้นหาอะไรบางสิ่งบางอย่าง และได้บอกเราให้เดินตามติดมา อย่าออกนอกเส้นทาง ครั้นมาเจอร่องรอยหักกิ่งไม้เก่าๆซึ่งเป็นฝีมือของคนผ่านทางสายนี้มาแล้ว ทำให้ความรู้สึกเราบ่งชี้ไปได้หลายอย่างว่า นี่คือเส้นทางที่เราคลำมาค่อนข้างถูกเป้าหมาย อีกแง่หนึ่งอาจเป็นร่องรอยในอดีตที่ยังมีการฝังทิ้งไว้ อาจเป็นอันตรายแก่เราก็ย่อมได้

หลังจากที่ลงหุบแห่งหนึ่งแล้วก็เป็นเส้นทางตามแนวสันเขา จนกระทั่งเราได้เห็นเทือกภูอีกฝั่งหนึ่ง ดูตามสัณฐานของภูมิประเทศแล้วว่าต้องเป็นเทือกเขาอีกแห่งหนึ่งของลำห้วยหมาวหมอกสายหลักเป็นแน่ ส่วนวันดอยที่เราเดินมานี้ต้องเป็นสันดอยที่ขนาบห้วยหมาวหมอกของสายน้ำตกภูฟ้าทางด้านฝั่งขวา กะเล็งว่าเราต้องไปลงยังลำห้วยหมาวหมอกทางตอนล่างปากสบห้วยน้ำตกภูฟ้าเล็กน้อย ครั้นลงมาถึงด้านล่างก็เป็นจุดบริเวณที่เราคาดไว้แต่แรก

"ตอนเดินลุยป่ามาเมื่อกี้น่ะผมกลัวอะไรรู้ป่าว...กับระเบิดครับ ตามเส้นทางเหล่านี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในสมัยนั้นมันวางกับระเบิดกันตรงไหนบ้าง มีการกู้ไปบ้างหรือเปล่าเราก็ไม่รู้....มันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันครับ"

เรานั่งคุยกันขณะที่พักให้น้ำให้ท่า เพื่อเอาแรงสู้ขึ้นดอยกลับไปยังที่พัก ส่วนเราวักน้ำใส่ท้องเต็มที่เพื่อทดแทนข้าวมื้อเที่ยงที่ยังไม่ตกถึงท้องเลย แม้ว่าขณะนี้จะเป็นเวลาสามโมงเย็นกว่าแล้ว และพอขยับเดินได้ไม่เท่าไหร่ เรี่ยวแรงเราเกิดหดหายไปอย่างทันใด เจนเกิดความปกติของร่างกาย อาการเปลี้ยสิ้นเรี่ยวแรงจนแทบไม่มีแรงจะยกขาก้าวกันเลย จากหุบดอยขุนห้วยสู่สันดอยนั้นมันช่างโหดเสียเหลือเกิน เราเดินได้แค่สิบก้าวก็ต้องหยุดพักทีหนึ่ง เรี่ยวแรงก็ไม่มี ขาทั้งสองข้างก็เจ็บระบมไปหมด เจ้าส่วยกับเจ้าหล้าทิ้งห่างจากเราไปไม่ไกล พอเราหยุดทั้งสองคนนั้นก็หยุดด้วย เกือบหนึ่งชั่วโมงเราทำระยะทางได้แค่ครึ่งดอย เรามองเห็นเจ้าส่วยกับเจ้าหล้ากำลังยื้อเหนี่ยวกล้วยป่าสุกมาเต็มกำมือแล้วเดินต่อไป เมื่อเราไปถึงก็เหลือกล้วยป่าสีเหลืองอยู่ 2-3 ลูก ก็รีบคว้าปอกใส่ปาก รสชาติมันก็หวานดีหรอกมันไม่มีเนื้อไม่มีหนังที่จะให้เราอิ่มท้องได้เลย เม็ดในเต็มเพียบ ในที่สุดเราจึงจัดการเคี้ยวมันทั้งเม็ดอย่างน้อยๆก็พอกันตายไปพลางๆ ก่อน เมื่อถึงสันดอย เราเห็นเจ้าส่วยกับเจ้าหล้านั่งพักรออยู่ พลางยื่นกล้วยป่ามาให้เราอีก 2-3 ลูก แบ่งกันกินประทังหิวกันไปก่อน สำหรับตอนขาลงดอยก็ไม่อยากจะคิดสงสารตัวเองเลย มันสุดที่จะทรมานเสียเหลือเกินเพียงแค่ทางลาดลงเล็กน้อยเท่านั้นเอง นับตั้งแต่เข่าจนถึงหน้าขามันปวดระบมไปหมดจนก้าวขาไม่ได้เลย ถึงตอนลงทางชันเราจึงวิ่งกัดฟันลงลูกเดียว ยอมเจ็บทีเดียว แต่ได้ระยะทางมากกว่า ซึ่งเราทำได้เพียงแค่ครั้งสองครั้งก็เลิกเพราะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะออกวิ่งหรือเดินได้เลย เรากับหนุ่มลัวะจึงค่อยๆเดินไป ส่วนบุญเธียรนั้นนำหน้าหายลิ่วไปแล้ว จนกระทั่งถึงลำห้วยหมาวหมอกใกล้ที่พักเราก็สิ้นแรงนอนแผ่บนลานหินบอกให้เจ้าส่วยเดินต่อไปที่พักให้ลุงแก่นช่วยเอาน้ำตาลก้อนสำหรับชงกาแฟมาให้เราโด๊ปพอครั้นได้น้ำตาลกันไปคนละ 10 กว่าก้อน ความรู้สึกเรี่ยวแรงจึงค่อยกลับคืนมาสามารถเดินกลับที่พักด้วยอารมณ์อันแจ่มใสร้องเพลงอย่างสบายอารมณ์ เย้ยเจ้นิ มันสักหน่อยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเผชิญชะตากรรมโหดด้วยกัน
เดินตัดข้ามลำน้ำหมาว
เกาะแก่ง
แค้มป์พัก
 
 

 
ความเห็นที่:
1
อยากไปอยากไป บ้านแฟนอยู่ที่น่าน
ออกความเห็นโดย: แนน [ sunat@hot.mail. ] หมายเลข IP: 118.172.243.25
เวลา: 19 เม.ย. 2551 17.54 น.
 
 

 
ความเห็นที่:
2

อยากกลับบ้านจัง คิดถึงคุณพ่อ-แม่ อยากพาท่านไปเที่ยวที่นี่จัง

พากันไปเป็นครอบครัวคงนุกดี แห่ๆๆๆๆๆ

มีโอกาสได้ไปจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วย

สวยๆ อย่างนี้ไม่หน้าพลาด !                  

ออกความเห็นโดย: beau [ beauwanida@hotmail.com ] หมายเลข IP: 58.147.85.3
เวลา: 8 ส.ค. 2551 09.04 น.
 
 

 
ความเห็นที่:
3
สวยจังเลยอยากไปบ้างจัง
ออกความเห็นโดย: ทิพย์ประภา [ tipprapar@hotmail.com ] หมายเลข IP: 61.19.66.72
เวลา: 18 ก.พ. 2553 11.32 น.
 
 


 
ชื่อผู้ลงความเห็น
*
อีเมล์แอดเดรส
*ลากไปวางในกรอบ
  จัดรูปชิดซ้าย จัดรูปกึ่งกลาง จัดรูปชิดขวา
 
  ขนาดรูปภาพไม่เกิน 100 kb สัดส่วนพอเหมาะคือ 640 x 480, 1024 x 748
นามสกุลเป็น jpg, jpeg, gif, png
 
รหัสยืนยัน
*
 
 
 
 
© Copyright 2009-2010 All Rights Reserved By Nantouring.com.
Web Master: saratkhattiya@hotmail.com

บริษัท น่านทัวร์ริ่ง จำกัด

11/12 ถ.สุริยะพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน 55000
Tel. 08-1961-7711, 0-5475-1122 Fax. 0-5475-1199
Email : nantouring@hotmail.com
TAT Licence No. 22-0210