|
 |
|
 |
| |
เกือบเอาชีวิตไปทิ้ง ที่น้ำว้าตอนกลาง |
|
เรื่องราวเมื่อครั้งแรกเริ่มของการบุกเบิก การล่องแก่งลำน้ำว้าตอนกลาง จากหนังสือ Dangerous Adventure เขียนโดย พี่ซ้ง ทรงชัย อังกาทิพย์ "ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย" เป็นวลีที่ผมไม่มีวันลืมหลังผ่านเหตุการณ์ท ี่ผมเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งกลางสายน้ำใหญ่ ทางป่าภาคเหนือของประเทศไทย ในการทำสารคดีท่องเที่ยว หน้าที่ของคนทำคือ พยายามขวนขวายเสาะแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบกันอย่างต่อเนื่อง น้ำว้าแห่งเมืองน่านเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นสถานที่ ล่องแก่งลือชื่อในยุคแรกของการล่องแก่งด้วยเรือยาง น้ำว้าคือสายน้ำยอดฮิต เพราะเป็นของใหม่ แต่ความยากของสายน้ำว้าตอนล่างที่นิยมในตอนนั้นมันอยู่ในระดับ 2-3 เท่านั้นแถมระยะเวลาในการล่องค่อนข้างสั้น ตามประสาคนทำงานสารคดี ก็ต้องเสาะหาความมันเพิ่มเข้าไปอีก หลังจากที่ศึกษาแผนที่ เราเห็นว่าน้ำว้าทั้งสายนั้นยาวนับร้อยๆกิโลเมตร เราแบ่งน้ำว้าช่วงที่สามารถ ล่องแก่งได้ออกเป็นสามช่วงคือ จะนับจากบ้านสะปัน ซึ่งเป็นช่วงต้นน้ำว้าที่พอจะเอาเรือยางลงได้มาจนถึงบ้านสบมาง ช่วงที่สองคือน้ำว้าตอนกลางนับจากบ้านสบมางจนมาถึงบ้านวังลุน ช่วงที่สามน้ำว้าตอนล่างจนมายบ้านหาดไร่ พวกเรามองช่วงที่สองคือน้ำว้าตอนกลางตามแผนที่นั้นมีหุบเขาลึก สายน้ำซอกซอนไปตามเขาสูงชัน เส้นแบ่งระดับความสูงบางช่วงถี่ยิบ ประเมินกันว่าน่าจะมีแก่งระดับใหญ่ให้เราได้ผจญภัยกัน ครั้งนั้นเราพยายามหาคนนำทางที่เคยผ่านน้ำว้าตอนกลาง แต่ก็ไม่มีใครเคยล่องแก่งผ่านมาตลอดรอดฝั่งเลยสักคนเดียว พูดง่ายๆ ถ้าเราล่องเรือยางจากบ้านสบมางผ่านมาจนถึงบ้านวังลุนได้อย่างปลอดภัย คณะเราจะเป็นชุดแรกของโลกเลยทีเดียว เลือดในกายสูบฉีดเต็มที่ มันเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง คิดได้ดังนั้นผมก็เลยทีมสำรวจในครั้งนี้อย่างไม่รั้งรอ บ้านสบมาง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ชาวบ้านแตกตื่นกับกลุ่มคนแปลกหน้าแถมแต่งตัวประหลาด พาเรือยางพาหนะที่ชาวบ้านแถบนี้ไม่เคยเห็น สำหรับผมได้เรือคายัคใหม่เอี่ยมอ่องมาทดลองในการสำรวจครั้งนี้ ถ้าหวนย้อนกลับไปวันนั้น ส่วนตัวแล้วมีแต่ความบ้าระห่ำ ไม่กลัวตาย ชอบท้าทายคะนองมือ และคะนองปาก ผมหลงตัวเองอย่างมาก รู้สึกดูเท่ห์เมื่อชาวบ้านมามุงดูพวกเราล่องแก่ง พี่สมศักดิ์หัวหน้าทีมสำรวจข้อมูลจากชาวบ้านว่าเคยมีใครเห็นเรือแบบนี้ไหม คำตอบคือไม่มี มีแพชาวบ้านล่องออกไปถึงบ้านวังลุนหรือไม่ คำตอบคือไม่มี จะมีแต่ล่องเป็นช่วงๆ ไม่มีใครล่องได้ตลอด ส่วนใหญ่ไม่ตายก็แพแตกต้องขึ้นฝั่งก่อน คำเตือนที่เขาบอกกับพวกเราคือ "ไปบ่ได้หรอก อันตราย เคยมีคนตายไปแล้ว" พร้อมกับชี้มือมาที่เรือคายัคยางว่าไปบ่รอด แค่ประตูผาก็แย่แล้ว พวกเราได้แต่ขอบคุณความหวังดีของชาวบ้านสบมาง การเดินทางครั้งนี้เราได้อดีตทหารพรานที่มีความชำนาญในพื้นที่(บนบก) อย่างพี่อำนาจ อาศัยคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถบนี้ พี่สมศักดิ์บอกให้เป็นเนวิเกเตอร์อยู่หัวเรือ เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ การสำรวจน้ำว้าตอนกลางคณะแรกของโลกก็เริ่มขึ้น ระยะเวลาเมื่อเทียบแผนที่มีเวลาราวสี่วันสามคืน เราโบกมือล่ำลาชาวบ้านสบมาง นับจากนี้ชีวิตของพวกเราทั้งหมดขึ้นอยู่กับฝีพายทุกคน เรือยางแล่นเร็วรี่ไปตามกระแสน้ำต้นฤดูฝน เผชิญแก่งง่ายช่วยสร้างความมั่นใจในการพายเรือและควบคุมเรือให้เป็นดั่งใจหมาย ผมค่อนข้างมั่นใจในทักษะที่มีอยู่น้อยนิดว่าพอเอาตัวรอดได้ เรือผ่านแต่ละแก่งก็ยิ่งเสริมความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นเริ่มมากขึ้นๆ จนกลายเป็นความคะนองและประมาท ผมผ่านประตูผาตามลักษณะที่ชาวบ้านบอกมาได้อย่างสนุกสุดมันส์ ผมร้องตะโกนอย่างสะใจว่า "ทำไมง่ายจัง มียากกว่านี้อีกไหม" วันนั้นผมไม่รู้เลยว่าความคะนองปาก ถือดีไม่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาพิสูจน์จะทำให้ผมเกือบจะมาจบชีวิตที่น้ำว้าตอนกลางเสียแล้ว เราผ่านประตูผาที่ในปัจจุบันเรียกว่าแก่งเสือเต้นบ้านสบมาง จากนั้นเรา ล่องแก่งผ่านมาหลายแก่งจนเย็นย่ำจึงแวะพักแรมกันที่บ้านห้วยลอย พ่อหลวงที่บ้านห้วยลอยเข้ามาสอบถามว่าเราเป็นใครมาจากไหน พี่อำนาจเลยฝากให้พ่อหลวงช่วยหาคนไปซื้อเหล้าป่ามาด้วย ตกดึกคืนนั้นพวกเราต้องตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ทหารมาหาพวกเราหนึ่งหมู่ เข้ามาสอบถามถึงจุดประสงค์ เพราะไม่เคยมีใครทำอย่างนี้ อีกอย่างพื้นที่ี่ในป่าเขาที่ไร้การติดต่อจากโลกภายนอกแบบนี้ ทหารเป็นห่วงเรืองความมั่นคงซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเขา หลังจากที่ฟังคำตอบของเราจนเป็นที่พอใจ ทหารจึงเดินทางกลับในค่ำคืนนั้น เช้านี้ ผมตื่นขึ้นมาอย่างฮึกเหิมพร้อมที่จะออกไปผจญแก่งโหดกลางสายน้ำว้า หลังจากเก็บแค้มป์เราออกเดินทางทันทีเผื่อเวลาเอาไว้ให้มากที่สุดสำหรับการเดินทาง ออกจากบ้านห้วยลอยไปไม่ไกล สายน้ำเดือดเริ่มทักทายพวกผม แล้วอาการกระเด้งกระดอนกระตุ้นการตื่นตัวของทุกคน เสียงนายท้ายร้องสั่งให้พายดังอยู่เป็นระยะ วันนี้เพื่อนๆที่อยู่บนเรือยางเริ่มมีจังหวะพายที่เข้าขากันมากขึ้นเพราะทุกคนรู้แล้วว่าการที่เราจะรอดออกไปจากน้ำว้าตอนกลางอย่างปลอดภัยจะต้องร่วมมือร่วมแรงกัน โดยฟังคำสั่งจากนายท้ายเป็นสำคัญ จังหวะที่เข้าแก่งเรี่ยวแรงมีอยู่เท่าไหร่ก็ใส่ลงไปที่ไม้พายให้หมดการพาย เรือยางจึงมีเคล็ดอยู่คือ "หูฟัง สมองสั่ง พายตาม" สำหรับผมแล้วเวลาผ่านไปราว 30 นาที ผมเริ่มตระหนักว่าวันนี้มันไม่ธรรมดาเสียแล้ว สายน้ำคล้ายจะไหลเร็วแถมความต่างระดับของแก่งก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรือคายัคยางที่ผมใช้อยู่ไม่มีรูระบายน้ำ เวลาน้ำเข้าเรือมันไม่ต่างไปจากเรือดำน้ำ มันลอยปริ่มน้ำบังคับให้ไปอย่างใจต้องการได้ยากมาก บางแก่งที่ผมผ่านต้องใช้คำว่ากระโดลงแก่งน้ำท่วมเรือ บังคับเรือไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้มันโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเอง ส่วนใหญ่คว่ำไม่เป็นท่าผมต้องว่ายน้ำลากเรือเข้าฝั่งเทน้ำแล้วจึงไปต่อ ครั้งแรกก็ยังสนุกอยู่เริ่มเข้าครั้งที่ 2, 3, 4 เรี่ยวแรงชักเริ่มถดถอย ใจชักเริ่มหดจากเกินร้อยมาอยู่ทีร้อย สักพักไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เสียแล้ว ความเครียดเข้ามาแทนที่ความสนุก ชั่วโมงที่สองความฮึกเหิมห้าวคะนองแทบไม่มีเหลือ ก่อนลงแก่งทุกครั้งผมต้องจอดเรือลงไปดูที่หัวแก่งเพื่อกำหนดทิศทางในการพายเรือ เสียงโครมครืนดังสนั่นไปทั่วหุบเขา ผมจอดเรือชิดฝั่งมันเป็นแก่งใหญ่ที่ผมเริ่มรู้สึกกลัวกระแสน้ำปั่นป่วนเป็นแนวหน้าตัดในปัจจุบันคือแก่งห้วยเดื่อในใจผมหวาดหวั่นว่าเราจะผ่านไปได้ไหมหนอ หลังจากปรึกษากับนายท้ายเรือยางว่าจะลงร่องไหน ผมเลยหยุดรอที่หัวแก่งเพื่อดูเรือยางลง เรือยางตั้งลำเรือให้ตรงเข้าตรงกลางแก่งรูดลงไปอย่างสบายๆ ไม่มีลุ้นมากนัก ผมเริ่มมั่นใจว่าเราน่าจะไปรอดโดยพายเรือเข้ามาทางซ้ายมือมากว่าเรือยางเราน่าจะผ่านไปได้ ผมกระโดดขึ้นเรือยางพายเรือออกจากฝั่งโดยเลาะมาทางซ้ายมือ เมื่อใกล้หัวแก่งห้วยเดื่อ กระแสน้ำมันมีพลังดึงดูดทุกสิ่งให้เข้าสู่เกลียวน้ำสีขาว ผมรีบจ้ำพายลงน้ำสลับซ้ายขวาสุดแรงเกิด เรือคายัคยางแล่นเร็วราวติดเครื่อง มันพุ่งโจนทะยานผ่านแก่งไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมกรีดร้องด้วยความยินดี แต่ก็เพียงไม่กี่วินาที เพราะสายน้ำเบื้องหน้ากระจายเป็นฟองสีขาว ผมรีบเอาเรือเข้าฝั่งทางซ้ายมืออย่างเร่งรีบ มันเป็นแก่งใหญ่กว่าที่ผ่านมาสักสองเท่า ในครั้งนั้นเราไม่รู้ชื่อว่าแก่งนี้ชื่ออะไร ปัจจุบันเขาเรียกว่าแก่งผีป่า ผมปีนโขดหินขึ้นไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆเมื่อเห็นสายน้ำทั้งสายอย่างเต็มตา ผมแทบทรุดลงไปกองกับพื้น มันเป็นแก่งใหญ่ที่สุดนับจากเมื่อวานที่เราออกมาจากบ้านสบมาง สายน้ำว้าทั้งสายไหลลดระดับถึงสามระดับเป็นน้ำตกดีๆนี่เอง แต่ละระดับสูงกว่า 50 เซนติเมตร อย่างแน่นอน ตรงกลางกระแสน้ำป่วนม้วนตัวเป็นฟองขาว สิ่งแรกที่ผมคิดแก่งนี้อันตรายที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมา โอกาสที่ไม่คว่ำเป็นไปได้น้อยมาก ผมสองจิตสองใจ แต่สุดท้ายก็คิดว่าเอาไงเอากัน ลุยดีกว่าผมปล่อยให้เรือยางมุ่งหน้าไปก่อนเพื่อดูร่องน้ำของเรือยาง นายท้ายเรือตัดสินใจกระโจนลงไปบนเกลียวคลื่นสีขาว ลงดรอปแรกเรือยางหายไปในกระแสน้ำทั้งลำ พอดรอปที่สองเรือยางถูกดูดจมหายไป เสี้ยวอึดใจโผล่พ้นน้ำ ภาพที่เห็นผมตัดสินใจเลี่ยงทันทีคงไม่ลงตามเรือยางแล้ว ขนาดเรือยางลำใหญ่ยังถูกดูดกระเด้งกระดอนขนาดนี้ คายัคยางลำเล็กไม่ต้องพูดถึง ผมเลือกร้องน้ำทางซ้ายมือสุดที่ลาดเท พอดรอปที่สองถึงไปลุ้นเอา มันมีลักษณะเป็นหน้าผาตัดตรงกระแสน้ำปั่นป่วนทีเดียว ผมคิดเอาเองว่าถ้าเราพายสุดแรงเกิดมันน่าจะพ้น เพราะดรอปที่สามก็ไม่ยาก ซึ่งอีกไม่กี่นาทีต่อมา ผมรู้ว่าสิ่งที่คิดเอาประสบการณ์ในการล่องแก่งเท่าหางอึ่ง เกือบจะทำให้ผมเอาชีวิตไปทิ้งเอาเสียแล้ว ผมจำความรู้สึกในตอนก่อนลงแก่งผีป่าได้เป็นอย่างดี ตอนนั้นผมตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กล่าวกันง่ายๆ คือเริ่มลนลานแล้วแต่ยังดันทุรังไม่ยกเรือข้าม ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่ประการใด ผมลงไปนั่งในเรือพร้อมกระชับพายอย่างแน่น ผลักเรือออกจากฝั่งพายเรือเลาะฝั่งซ้าย สายน้ำลาดเทดรอปลงอีกทีหนึ่งอย่างง่ายดาย จังหวะนั้น ผมตั้งลำเรือออกแรงจ้ำพายเต็มที่ กระโจนลงดรอปสองทันทีที่ท้องเรือสัมผัสน้ำ ผมออกแรงพายสุดชีวิต เรือคายัคของผมถูกกระแสน้ำดูดหยุดไปชั่วขณะ ผมเริ่มพายจ้ำสุดชีวิต เรือพุ่งออกไปได้ไม่ถึงคืบ ความรุนแรงของสายน้ำดูดเรือผมกลับเข้าไปเหมือนพญามัจจุราชกระชากเรือผมไม่ให้เป็นอิสระ วินาทีนั้นผมรู้ชะตาชีวิตแล้วว่าเรือคว่ำแน่ พลังอันมหาศาลของสายน้ำดึงท้ายเรือเข้าไปใต้ม่านของน้ำตก เรือพลิกคว่ำ ณ วินาทีนั้นร่างกายผมถูกดูดลงไปใต้แก่ง มันปั่นผมไปมาคล้ายอยู่ในเครื่องซักผ้าจนไม่รู้ทิศทาง ไม้พายหลุดจากมือ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนถูกน้ำดูดลงไปพื้นล่าง โชคยังดีที่ตั้งสติเตรียมใจเอาไว้ก่อนลงแก่ง ตอนนั้นผมไม่ตื่นเต้นตระหนกตกใจใดๆ กระแสน้ำมันป่วนผมแล้วก็ถีบผมออกมาจากใต้แก่ง ในตอนนั้นผมหลงทิศทางอีกทั้งอากาศที่กลั้นเอาไว้กำลังจะหมด วินาทีนั้นผมนึกอย่างเดียวว่าจะตายไม่ได้ เราต้องรอด ผมเห็นน้ำสว่างอยู่บนศรีษะ ตอนนั้นดีใจสุดๆ ว่าเรารอดแน่ ผมรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายว่ายขึ้นไปเหนือผิวน้ำให้เร็วที่สุด ทันทีที่มือโผล่พ้นน้ำผมรีบตะกายทะลึ่งขึ้นมาทันที เรือยางลอยลำอยู่ริมหน้าผา ผมพยายามว่ายเพื่อเข้าไปเกาะ เพื่อนที่อยู่บนเรือยาง ตะโกนบอกว่าไปเก็บไม้พายก่อน ผมตะโกนถาม แล้วเรือคายัคล่ะ? ใครบางคนบอกว่ายังไม่เห็นเรืออกมาเลย เพียงครู่เดียวเรือคายัคก็ลอยลงมาใต้แก่ง ตอนนั้นผมแทบจะไปไม่ไหวแล้ว ยังดีที่ชูชีพช่วยพยุงเอาไว้ ผมต้องว่ายน้ำกลับไปที่เรือคายัคแล้วลากเรือขึ้นฝั่ง ทันทีที่ขึ้นฝั่งได้ ขาทั้งสองข้างตระคริวจับจนแทบลุกไม่ไหว พี่สมศักดิ์เดินลงมาจากหัวแก่ง เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า หลังจากที่เรือคว่ำตัวผมหลุดหายไปแล้วเรือคายัคยังติดอยู่ที่ดรอปสอง จนต้องใช้ไม้ไผ่ดันเรืออกมาเลยทีเดียว ผมบอกกับทุกคนว่าผมขอขึ้นเรือยางเพราะผมไปต่อไม่ไหวแล้ว ตระคริวกินขาทั้งสองข้างจนขยับไม่ได้ ตอนนั้นเพื่อนๆจึงรู้ว่าเจ้าซ้งมันหมดแล้วจริงๆ จนต้องช่วยปล่อยลมเรือยางจัดสัมภาระใหม่ พยุงผมขึ้นเรือไปต่อ ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้องที่สุด เพราะหลังจากแก่งผีป่าแล้วเราเจอแต่แก่งใหญ่ๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแก่งโป่งค่าง แก่งสบห้วยมะแข่น แก่งเสือตะปบ จนมาถึงแก่งสุดท้าย ที่แก่งผารถเมล์ที่สร้างความเสียวสยองให้กับทุกคน เย็นย่ำแล้วเราแล่นเรือหาที่พัก โชคดีได้เนินทรายสวยๆหลังจากผ่านแก่งผารถเมลล์มาได้ไม่นานัก ผมขึ้นฝั่งอย่างสะบักสะบอม อาการซ่าบ้าบิ่นไม่เหลืออยู่เลย วันนี้ผมรู้แล้วว่าทักษะที่มีอยู่ไม่สามารถเอาชีวิตรอดจากสายน้ำว้าตอนกลางได้เลย ความกล้า ใจเกินร้อย และอาการกลัวเสียหน้าไม่ได้ช่วยให้พายเรือเก่งขึ้น กลับเป็นหนทางพาไปสู่หายนะมากกว่า ผมเก็บเรือคายัคแพคอย่างดีไม่คิดจะใช้ตลอดการเดินทางครั้งนี้แล้ว จากการประเมินระยะทางในแผนที่ 1 : 50,000 เหลือระยะทางไม่ไกลก็จะถึงบ้านวังลูน จุดสิ้นสุดการเดินทาง ค่ำคืนนี้ผมดื่มด่ำบรรยากาศกลางป่าอย่างเต็มที่ นอกจากความตื่นเต้นแล้ว ความสวยงามของป่า สองฟากฝั่งน้ำว้านั้นสวยงามบริสุทธิ์ไร้การรบกวนจากผู้คน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับทุกคน เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางกลางสายน้ำว้าตอนกลาง เราผ่านแก่งนับไม่ถ้วน แก่งใหญ่ๆ อย่างแก่งเสือเต้นแม่จริม แก่งใหม่ แก่งสร้อย แก่งผางุม กันมาอย่างตื่นเต้น เพราะต้องทำเวลาให้ออกไปถึงบ้านวังลุนก่อนบ่าย สายน้ำเริ่มราบเรียบ พี่อำนาจบอกว่าเราใกล้จะถึงหมู่บ้านวังลุนแล้ว เราดีใจกันถ้วนหน้า แต่ก็ต้องหยุดทุกอย่าง เพราะเบื้องหน้ามีแก่งที่พี่อำนาจบอกว่าเป็นแก่งสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้แล้ว มันคือแก่งวังลุนนั่นเอง ด้วยความประมาทของทุกคนเพราะว่าผ่านอุปสรรคอย่างโชกโชน ไม่ต้องจอดเรือลงดูหรอก เราสังเกตการณ์บนเรือยางก็ได้ หลังจากยืนดูแล้วว่าไม่มีอะไร แก่งธรรมดา นายท้ายพาเรือเข้าแก่งอย่าสนุก กระแสน้ำอันเดือดพล่านกระแทกเข้าที่หัวเรือเรียกเสียงกรี๊ดดังลั่น พอครั้งที่สอง ทุกคนตกใจ เมื่อหัวเรือเจอฟองคลื่นยักษ์ยกหัวเรือจนเกือบจะตั้งฉาก พี่อำนาจที่อยู่หัวเรือเกาะเรือเอาไว้แน่น พอผ่านตรงนั้นมาได้ทุกคนก็แทบสติแตก เมื่อเรือพุ่งตรงไปที่หน้าผาหิน ผมนึกในใจว่าคราวนี้คว่ำแน่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เสียงนายท้ายตะโกนสั่งดังลั่น ซ้ายทวน ขวาพาย เหมือนเปิดสวิทไฟ แรงมีเท่าไหร่พวกเราก็จ้ำลืมตาย เรือยางเฉียดผ่านหน้าผาออกมาได้อย่างหวุดหวิด เรียกเสียงเฮกันอย่างเต็มที่ เรือยางลอยล่องไปตามสายน้ำที่ราบเรียบ ไม่เขม็งเกลียวเหมือนที่ผ่านมา ตลอดสามวัน ่ผมเรียนรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ไม่ควรต่อกร แต่จะทำอย่างไรให้มีชีวิตเคียงคู่กันไป ผมรู้แล้วว่าอาการใกล้ตายของคนเป็นอย่างไรการดินทางในครั้งนี้ สอนให้ผมรู้จักคุณค่าของการมีชีวิต ซึ่งอาจจะต้องแลกด้วยบทเรียนอันล้ำค่ากว่าจะได้มา เกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่น้ำว้า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเลยจริงๆ ข้อมูลจาก Dangerous Adventure เรื่องโดย ทรงชัย อังกาทิพย์ บริษัท บีเวล พับลิชชิ่ง จำกัด Email : bewell_pub@yahoo.com | | | | | |
|
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
| |
|
โห เรื่องของพี่ๆสุดยอดจริงๆๆๆๆๆ เลยค่ะ ! O_O~ อ่านแล้วตื่นเต้นมาก เดือนหน้ากำลังจะไปล่องแก่งที่นี่อยู่พอดี ได้บทเรียนจากพี่เลย ว่าต้องระวังตัวให้มากๆ ขอบคุณนะคะ ที่เล่าสู่กันฟัง มีประโยชน์มากๆจริงๆค่ะ  |
|
 ออกความเห็นโดย: back pack girl หมายเลข IP: 61.7.185.6
 เวลา: 26 พ.ย. 2551 16.39 น.
|
|
|
 |
|
 |
|
|
| |
 |
|
© Copyright 2011-2012 All Rights Reserved By Nantouring.com.
|
|
Web Master: saratkhattiya@hotmail.com
|
บริษัท น่านทัวร์ริ่ง จำกัด
|
11/12 ถ.สุริยะพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน 55000
Tel. 08-1961-7711, 0-5475-1122 Fax. 0-5475-1199
Email : nantouring@hotmail.com
TAT Licence No. 22-0210
|
|
|
|
|
|