หน้าแรกน่านทัวร์ริ่งหน้าแรกเว็บไซต์น่านทัวริงเกี่ยวกับจังหวัดน่านโปรแกรมทัวร์จังหวัดน่านทริปที่ผ่านมาห้องภาพน่านทัวร์ริ่งบันทึกการเดินทางจังหวัดน่านเว็บบอร์ดชาวน่านทัวริ่งคลิปวิดีโอเกี่ยวกับทีมงานน่านทัวริ่งหน้าสมาชิกน่านทัวริ่ง
 

ปฏิบัติการตะกายผาคว้าดาวดอยผาช้าง

ปฏิบัติการตะกายผาคว้าดาวที่
ดอยผาช้าง

เรื่องโดย: ทรงชัย อังกาทิพย์
หนังสือ: Dangerous Adventure ของ บริษัท บีเวล พับลิชชิ่ง จำกัด
Email: bewell_pub@yahoo.co.th

อุทยานแห่งชาตินันทบุรี เป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูเลยสักนิด ถ้าไม่บอกว่าอยู่ จังหวัดน่านก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่ ลองถาม คนน่านบางครั้งยังไม่รู้เลยว่าจังหวัดของตัวเองมีอุทยานชื่อนี้อยู่ด้วย ในการเดินทางทำสารคดีท่องเที่ยวที่ใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์และความรอบรู้ เนื่องจากข้อมูลที่ออกมาสู่สารธารณะค่อนข้างหายาก บางครั้งเจ้าหน้าที่เองยังตอบได้ไม่ชัด เราจึงต้องหาข้อมูลจากแผนที่และการประเมินสภาพการณ์เอาเอง บางครั้งก็ดีบางครั้งก็เหลว

เหมือนอย่างการเดินทางมาที่ อุทยานแห่งชาตินันทบุรีในครั้งนี้ ผมทราบเพียงว่าเป็นอุทยานเปิดใหม่ ของ จังหวัดน่านแต่จากแผนที่ผมคาดเดาได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีดอยสองดอยที่ผมพอรู้จักนั่นคือ ดอยผาวัว ดอยผาช้าง ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อสมัยก่อนมีการรบพุ่งกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จะปรากฏชื่อดอยทั้งสองนี้อยู่ในสารบบด้วย ยิ่งมีภาพถ่ายของความสวยงามจากบนยอดดอยผาช้างครั้งที่รุ่นพี่ๆ เขามีโอกาสฝ่ากับระเบิดเดินสำรวจกันมาบ้างแล้วมันจึงเป็นสิ่งเร้าให้ผมเดินทางมาที่นี่

จุดที่ตั้งของที่ทำการนับว่าสวยงามมาก มีมุมมองที่สามารถชมทิวทัศน์ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะที่ทำการนั้นตั้งอยู่บนไหล่เนินเขาที่หันหน้าสู่ทิศตะวันตก โดยมีแอ่งการทะและเนินเขาของบ้านสบขุ่นที่อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 10 กิโลเมตรเป็นฉากหน้า ส่วนฉากหลังนั้นคือปราการขุนเขาที่สูงชันและท้าทาย โดยมีขุนเขาคู่หนึ่งที่ตระหง่านชนกัน ช่างดูแปลกตาเป็นอย่างมาก นับเป็นมุมมองที่ชะมดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาที่สวยงามเป็นอย่างมาก อีกทั้งวันดีคือดีในแอ่งที่ราบกลางหุบเขาเบื้องหน้านี้ก็ปรากฏทะเลหมอกให้เราชมกันอีกด้วย นับว่าได้ความงามสองต่อในที่เดียวกัน ผมสอบถามกับคุณเพียร เบอร์แก้ว เจ้าหน้าที่ถึงยอดเขาสองยอดที่ตั้งตระหง่านชนกันว่ามันมีชื่ออะไร คำตอบที่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผมเป็นอย่างมาก เพราะสองยอดดอยนั้นคือ “ดอยผาวัวและดอยผาช้าง” นั่นเอง คุณเพียรบอกว่าเคยขึ้น ดอยผาช้างมาแล้ว โปรแกรมการเดินทางจึงถูกกำหนดขึ้นทันที

รุ่งเช้าผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความโชคดี เบื้องหน้าของผมตอนนี้คือทะเลหมอกในหุบเขาที่มีฉากหลังเป็น ดอยผาวัว-ดอยผาช้าง นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อการเดินทางสู่ ดอยผาช้างในวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขับรถมาส่งที่บ้านสบขุ่น จุดเริ่มต้นเดินเท้าที่อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 10 กิโลเมตร เมื่อถึงหมู่บ้าน ผม คุณเพียร เบอร์แก้ว และคุณขัด อินปา เจ้าหน้าที่จาก ดอยภูคาที่มาช่วยงานที่นันทบุรีก็เริ่มออกเดินทางทันที เส้นทางขึ้นเขาไปตามถนนดินลูกรังสาย 1082 (ทางราดยางสิ้นสุดที่หมู่บ้านสบขุ่น เส้นทาง1082นี้จะทะลุออกไปถึงอำเภอปงได้แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีใครเขาใช้กัน เนื่องจาก 40 กว่ากิโลเมตรเป็นเส้นทางป่าที่ยากจะผ่านไปได้) เส้นทางขึ้นเขาเราต้องใช้เวลาเกือบ 50 นาที ในการเดินนั้นไม่น้อยเลย การเดินที่แทบจะไม่ได้หยุดพักก็มาถึงที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าน้ำวาวของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง จากการสอบถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่ในหน่วย ไม่มีใครเคยขึ้น ดอยผาช้างนี้มาก่อน ทั้งๆ ที่ดอยนี้อยู่ไม่ไกลจากหน่วย แต่ทุกคนก็พยายามให้ข้อมูลกันอย่างเต็มที่ ซึ่งสร้างความลังเลใจให้แก่คุณเพียรเป็นอย่างมากเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในรอบสิบปีที่คุณเพียรขึ้น ดอยผาช้าง เจ้าหน้าที่ที่หน่วยน้ำวาวบอกกับเราว่ามันเดินไกล ส่วนใหญ่เขาจะขึ้นกันทางหมู่บ้านสันติสุขในเขตอำเภอปง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด โดยให้ข้อมูลว่าทางหัวช้างขึ้นไม่ได้เพราะมันชันควรจะขึ้นข้างหลังหรือขาหลังของดอยช้างดีกว่า ซึ่งคุณเพียรก็บอกว่าครั้งก่อนเมื่อสิบปีีที่แล้วเขาขึ้นทางด้านหัว ข้อมูลที่ได้ค่อนข้างสับสน ผมจึงยุติโดยการกล่าวอำลาและขอบคุณในความหวังดี

จากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อไปตามเส้นทาง 1082 ไปได้ประมาณชั่วโมงซึ่งเป็นเส้นทางที่ขึ้นเขาโดยตลอด นี่ขนาดทางถนนเก่านะเนี่ย จากนั้นคุณเพียรก็พาเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางเดินเท้าของชาวบ้านที่ค่อนข้างชัดเจน ทางที่ลัดลงพอควรนี้ไม่เท่าไหร่ แต่เจ้าดินเหนียวที่เปียกน้ำค้างพร้อมกับร่องรอยวัวและม้าของชาวเขาที่ทำให้ทางลื่นนี่สิคือตัวปัญหา ซึ่งต้องระมัดระวังกันอย่างเต็มที่ ทางที่ลงไปจนสุดผ่านลำห้วยสายเล็กๆ จากนั้นก็ขึ้นเขากันอย่างเดียว ระหว่างทางเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เมื่อคุณเพียรเดินนำหน้าผมห่างกันประมาณ 2 เมตร หยุดรอระหว่างทางพร้อมกับชี้มือไปข้างทางให้ดูอะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่เขากำลังชี้ให้ดูนั้นมันมาอยู่ที่ขาแล้ว ขณะที่คุณเพียรขยับเท้าจะก้าวเดินต่อ ผมก็ร้องขึ้นมาอย่างสุดเสียว "พี่..ระวังงู" ทันใดนั้นงูขนาดเท่าแขนเด็กสีเทาดำมะเมื่อมก็พุ่งตัวดีดผ่านขาคุณเพียร เหตุการณ์ที่ผ่านมามันไม่กี่วินาที แต่ก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับคุณเพียร ผม และคุณขัด โชคยังดีที่งูตัวนั้นมันเลื้อยผ่านขาคุณเพียรไปครึ่งตัวแล้วมันคงได้ยินเสียงเดินและเสียงร้องของผมจึงตกใจดีดตัวพุ่งเข้าข้างทาง นี่ถ้ามันกำลังเลื้อยออกมาแล้วดีดตัวพุ่งเข้าที่ขาคุณเพียร ผมก็ไม่อยากนึกว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่เห็นมันน่าจะเป็นงูพิษจำพวกงูเห่า

หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ มันเป็นลางดีหรือไม่ดีผมไม่อยากนึกเพราะทุกคนต่างเดินกันอย่างไม่หยุดทั้งๆ ที่เส้นทางนั้นมีแต่ขึ้นเขากับขึ้นเขาที่ชัน จนบางครั้งเดินขึ้นแต่มันถอยหลังลงมาเองก็ยังมี เราเดินกันไม่หยุดพักเกือบ 40 นาทีก็มาถึงลำห้วยที่มีความกว้างประมาณ 2 เมตร มีน้ำไหลอยู่มากพอควร (ในแผนที่น่าจะเป็นห้วยไร่) เราหยุดพักคลายเหนื่อยพร้อมกับทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา จากนั้นเติมน้ำให้เต็มกระติกเพราะข้างหน้าจะมีน้ำอีกเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังเหลืออยู่อีกไกล เส้นทางช่วงนี่เรายังเห็นวัวและม้าของชาวบ้านอยู่ ทางจะค่อนข้างใหญ่และชัดเจน แต่มันค่อนข้างลื่นเนื่องจากฝนคงจะตกในแถบนี้ ทำให้การเดินขึ้นค่อนข้างลำบาก อีกทั้งเป็นดินเหนียวด้วย ทำให้ต้องใช้แรงมากขึ้นกว่าเดิมในการที่จะถอนเท้าออกในแต่ละก้าว และเขาช่วงนี่เป็นช่วงที่ชันที่สุดและยาวที่สุดของการเดินทาง นับเป็นช่วงที่ทรมานในการเดินอีกครั้งหนึ่งของผมทีเดียว พวกเราเดินขึ้นกันมาจนสุดเนินเขา มองเห็นหน้าผาของดอยผาช้างกันแล้วจึงหยุดพักจัดการมื้อเที่ยงกันก่อนข้าวเหนียว-หมูเค็มที่เตรียมมา ดูจะเป็นเสบียงที่ดีที่สุดในการเดินดอย เพราะมันอิ่มทนอยู่ได้นานหลายมื้อ

นอกจากนี้เส้นทางเริ่มรกเรื้อจนบางช่วงต้องฟันทาง พวกเรามุ่งหน้าเข้าหาดอยผาช้างเข้าไปทุกขณะ จนคุณเพียรพาพวกเรามาถึงขุนน้ำแหล่งสุดท้ายก่อนขึ้นดอย ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก่อนหน้าเมื่อครู่ที่ผ่านมา ทำให้เราล้มเลิกการหุงข้าวก่อนขึ้นดอย เนื่องจากฟืนเปียกจนไม่สามารถหุงได้ เพราะกว่าที่จะหุงข้าวเสร็จคงกินเวลานานนับชั่วโมงเป็นแน่พวกเราเติมน้ำให้เต็มกระติกอีกครั้ง ด้วยความลังเลของคุณเพียรที่ตัดสินใจเดินอ้อม ดอยผาช้างไปทางหางช้างเพื่อหาทางขึ้นเส้นทางที่เลาะไหล่ดอยผาช้างโดยตลอดทำให้ผมกระหยิ่มยิ้มย่องว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะขึ้นไปสัมผัสความเย็นเหนือยอดดอยแห่งนี้ เราเดินกันมาหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ จากจุดเติมน้ำครั้งสุดท้ายผ่านไร่เก่าของ ชาวม้งที่เห็นต้นกล้วยขึ้นเป็นดงอีกทั้งทุ่งหญ้าป่าอ้อ มีซากบ้านร้างอยู่หนึ่งหลัง เส้นทางที่ชัดเจนที่เดินลงไปยังหมู่บ้าน ขณะนี้เรายังหาทางขึ้นไม่เจอ ทางสายนี้จะไปสู่หมู่บ้านสันติสุขที่อยู่ห่างออกไปอีกไกล ทางที่ลงอย่างเดียวและแยกห่างจากดอยผาช้างออกไปเรื่อยๆ ทำให้คุณเพียรตัดสินใจว่าจะตัดทางขึ้นเองทางด้านหลังนี้ และเมื่อหันมามองผมและคุณขัด ทุกคนก็เห็นพ้องลุยไหนลุยเลยเพราะเราเหลือเวลาอีกเพียงไม่เกินสามชั่วโมงตะวันก็จะลับขอบฟ้าแล้ว การตัดสินใจในครั้งนี้นับว่าสร้างความหวาดเสียวอีกครั้งหนึ่งในชีวิตการเดินทางของผมเลยทีเดียว

คุณเพียรพาพวกเราตัดขึ้นดอยผาช้างในแบบที่เรียกว่าไม่มีทางเลย ในตอนแรกที่มองด้วยสายตาคร่าวๆ ว่ามันไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเดินขึ้นไปจริงๆ แล้วมันชันจนพูดไม่ออก เพราะแต่ละก้าวนั้นช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ผมเกือบหงายหลังหลายครั้งเนื่องจากความชันบวกกับเป้หลังที่ถ่วงนั่นเอง ดีที่คุณขัดดันไว้ทัน ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งข้างล่างกันใหม่ ช่วงแรกที่เราตะกายขึ้นเราแกะรอยเลียงผาเจ้าของเส้นทาง เราตามรอยมาเรื่อย เมื่อมองออกไปข้างนอกเริ่มเห็นทิวเขาและทุ่งนาของ ชาวม้งแล้ว แต่รอยของเลียงผาเริ่มไม่มีให้เห็น อีกทั้งเริ่มเข้าเขตหินปูนที่วางตัวระเกะระกะก้าวแต่ละก้าวจะต้องไม่มีคำว่าพลาด เพราะหมายถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างการที่จะต้องบาดเจ็บหรือแตกหักแน่นอน เนื่องจากบางช่วงก็เป็นหลุมลึก หินที่เปียกชื้นและลื่นมากเป็นตัวสร้างความล่าช้า

คุณเพียรหันมามองหน้าผมว่าจะไปต่อไหม และถามว่าตอนนี้ใจเหลืออยู่เท่าไหร่ ผมบอกว่า "ไปต่อเอาให้ถึงยอดให้ได้ เรื่องใจนั้นมันเกินร้อยอยู่แล้ว" พวกเราดั้นด้นตะกายกันต่อ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มันจะต้องเลาะหน้าผา มีทางกว้างเพียงฟุตเดียวเท่านั้น ข้างล่างแลเห็นยอดเขาที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทางเดียวที่จะผ่านได้คือห้ามมองไปเบื้องล่างเพราะมันจะทำให้แข้งขาไม่สั่น พอผ่านช่วงนั้นมาได้ก็นึกว่าจะถึงเพราะมองเห็นท้องฟ้ารำไรแล้ว แต่เมื่อตะกายต่อไปจิตใจก็เริ่มห่อเหี่ยวเข้าไปอีก มันไม่มีท่าทีว่าจะจบเลย ชั่วโมงสุดท้ายก่อนการเดินทางจะสิ้นสุดลงในวันนั้น ทุกคนจะต้องปีนป่ายใช้ทุกส่วนของร่างกายให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด อีก 15 นาทีก่อนจะถึงเวลา 17.00 น. เราเริ่มใกล้ความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราตะกายมาจนมองเห็นทัศนียภาพรอบตัวมากกว่าชั่วโมงที่ผ่านมา คุณเพียรบอกกับผมว่าขึ้นได้แค่นี้อย่าไปต่อเลย คืนนี้พักนอนที่นี่เถอะ ผมบอกกับคุณเพียรว่ามันน่าจะขึ้นไปได้อีก เพราะเรายังเห็นแนวที่พอจะตะกายขึ้นไปได้ อีกทั้งที่จะให้นอนมันไม่มีที่พอจะเอนกายได้เลย ให้นั่งบนก้อนหินอย่างนี้หรือ จากข้อมูลที่ผมเคยอ่านเมื่อสามปีที่แล้วมันสามารถขึ้นไปได้ถึงยอด ผาช้าง ควรจะไปกันต่อดีกว่า เราปรึกษากันสักครู่ก็ตกลงเดินกันต่อ

เพียง 15 นาทีเท่านั้นพวกเราไต่ระดับขึ้นมาถึงสันเขา ผมแทบลมใส่เมื่อมองเห็นสันเขาที่เต็มไปด้วยหินปูนแหลมคมทอดตัวเป็นรูปตัว L มันเหมือนสันคมมีดดีๆ นี่เอง สันคมมีดนี้ทอดตัวไปทางทิศใต้ แถมยังมีหน้าผาตัดชันไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ บนนั้นคือสันหลังช้างของ ดอยผาช้างนั่นเอง ผมนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนหินก้อนหนึ่ง มองสันหลังช้างอย่างท้อแท้ จุดที่ผมนั่งอยู่ถ้าเปรียบไปแล้วมันคือหางช้างนั่นเอง เวลาของความหวาดเสียวของพวกเราสิ้นสุดลงพร้อมกับแสงตะวัน ไม่สามารถเดินทางไปต่อ เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ สวรรค์ยังไม่ใจร้ายเกินไปนักเมื่อผมขึ้นมาบนนี้ ที่พักของเราเป็นหลุมและเพิงหินที่พอจะหลบลมและนอนได้สัก 3-4 คนเท่านั้น บนนี้ไม่มีร่องรอยของคนหรือสัตว์ป่าหรือคนมาก่อนเลย (เพราะร่องรอยของเลียงผานั้นหายไปเมื่อชั่วโมงแรกแล้ว) บนนี้มีเพียงต้นไม้แคระ ดอกไม้สีขาวสองถึงสามชนิด ดอกผักปราบสีม่วงและนกนางแอ่นที่บินไปมา ดูเหมือนว่าพวกเราจะเป็นสามคนที่ขึ้นหางช้างจริงๆ อากาศไม่เป็นใจเลยกับยามเย็น เส้นแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับหายไปในกลุ่มเมฆฝน ผมเพียงหวังว่า เช้านี้จะมีทะเลหมอกให้ได้ชมกัน ถ้าลมไม่แรงและฝนไม่ตก

คืนนี้ดาวพร่างพราวเต็มไปหมด สายลมนิ่งสนิทจนดูอบอ้าว ผมภาวนาก่อนที่จะหลับตาว่าอย่างน้อยสวรรค์น่าจะประทานทะเลหมอกเป็นการตอบแทนบ้าง ผมหลังไปท่ามกลางซอกหินเล็กๆ ที่พอจะแทรกตัวได้เท่านั้น 05.00 น. ความฝันของผมก็สูญสลายลง เมื่อสายฝนเทกระหน่ำลงมา ทำให้ผมสิ้นหวังอีกครั้ง ฝนตกลงมาหนึ่งชั่วโมง เรารองน้ำเอาตามหินพอที่จะหุงข้าวได้หนึ่งหม้อสนาม หมอกที่ฟุ้งจนมองอะไรไม่เห็น ผมต้องตะกายขึ้นลงรอฝนหยุดตกอยู่สองครั้งกับการรอถ่ายภาพบนยอดแห่งนี้ กว่าที่ฟ้าจะเปิดก็ปาเข้าไป 09.00 น. ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้เปิดทั้งหมด มันเปิดๆ ปิดๆ ผมเฝ้ารอจนถึง 10.00 น. ก็ต้องลาจากหางช้างของ ดอยผาช้าง น้ำอึกสุดท้ายผ่านลำคอลงไปแล้ว เหมือนเป็นการเตือนให้เริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าขาลงมันจะเป็นอย่างไร ผมมาถึงดอยผาช้างแล้วแต่ความรู้สึกที่ได้มันยังไม่อิ่มเอม เพราะเบื้องหน้าของผมมันมีสันหลังและคอช้างที่ผมยังไปไม่ถึง ผมยังไม่พิสูจน์ได้ว่าบนคอช้างนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร มันเหมือนกับข้อมูลที่ผมได้รับหรือเปล่า ทุกอย่างข้างบนยอดดอยผาช้างยังคงเป็นปริศนาสำหรับผม ปริศนาที่รอให้ผมไขออกมาในยามที่ผมพร้อมจะมาฝ่าฟันความสูงชันของยอด ดอยผาช้างอีกครั้ง

ท้ายบันทึก
หลังจากที่กลับลงมาจากยอดดอยผาช้างด้วยอาการสะบักสะบอมแล้ว เพราะมันเป็นเส้นทางลงเขาเพียงอย่างเดียว อาการเดียวกับการลงจากยอด ดอยเชียงดาวทางบ้านถ้ำเลย ผมได้มีโอกาสพบเจอกับ ผู้เฒ่าชาวม้งแห่งบ้านดอยติ้ว พ่อเฒ่าบอกว่าเส้นทางขึ้นสู่คอช้างหรือหัวช้างยอดดอยแห่งนี้ คือจะต้องขึ้นตรงบริเวณขุนน้ำที่เราใช้เติมน้ำเป็นครั้งสุดท้าย จะต้องตัดขึ้นบริเวณนั้น เมื่อถึงไหล่ของช้างแล้ว มันจะถึงเส้นทางที่จะตัดขึ้นหน้าผาไปสู่จุดสูงสุดบนยอด ดอยผาช้างได้ ด้านบนเป็นสันราบมีต้นไม่และจุดชมวิวเพียงพอที่จะชื่นชมและผูกเปลการเต็นท์ได้มากพอควร
 
 


 
ชื่อผู้ลงความเห็น
*
อีเมล์แอดเดรส
*ลากไปวางในกรอบ
  จัดรูปชิดซ้าย จัดรูปกึ่งกลาง จัดรูปชิดขวา
 
  ขนาดรูปภาพไม่เกิน 100 kb สัดส่วนพอเหมาะคือ 640 x 480, 1024 x 748
นามสกุลเป็น jpg, jpeg, gif, png
 
รหัสยืนยัน
*
 
 
 
 
© Copyright 2009-2010 All Rights Reserved By Nantouring.com.
Web Master: saratkhattiya@hotmail.com

บริษัท น่านทัวร์ริ่ง จำกัด

11/12 ถ.สุริยะพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน 55000
Tel. 08-1961-7711, 0-5475-1122 Fax. 0-5475-1199
Email : nantouring@hotmail.com
TAT Licence No. 22-0210